ประวัติความเป็นมาของไวร์เมช
การใช้เหล็กเสริมในคอนกรีตไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเริ่มมีการใช้งานมาตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแรงดึงและลดการแตกร้าวของโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ในยุคแรกนั้น การเสริมเหล็กยังคงเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน เนื่องจากต้องใช้แรงงานในการตัดและผูกเหล็กเส้นทีละเส้นที่หน้างาน
จากเหล็กเส้นผูกมือสู่ตะแกรงสำเร็จรูป
การพัฒนาที่สำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมการก่อสร้างคือการคิดค้นและผลิต ตะแกรงเหล็กไวร์เมช (Welded Wire Mesh) ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งไวร์เมชเป็นตะแกรงเหล็กสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ โดยนำลวดเหล็กกล้าดึงเย็นมาวางซ้อนกันเป็นตารางและทำการเชื่อมติดกันด้วยไฟฟ้าที่จุดตัดทุกจุด ทำให้เกิดเป็นแผ่นตะแกรงที่มีความแข็งแรงและได้มาตรฐาน
การเกิดขึ้นของไวร์เมชจึงเป็นการปฏิวัติวงการก่อสร้าง เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญของการใช้เหล็กเส้นผูกแบบดั้งเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
- ลดความยุ่งยากและประหยัดเวลา: ไม่ต้องเสียเวลาในการตัดและผูกเหล็กทีละเส้นที่หน้างาน ทำให้การติดตั้งเป็นไปอย่างรวดเร็ว
- ควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอ: การผลิตจากโรงงานด้วยเครื่องจักรช่วยให้ระยะห่างของช่องตาและคุณภาพของจุดเชื่อมมีความแม่นยำและเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกแผ่น ซึ่งแตกต่างจากการผูกด้วยมือที่อาจมีข้อผิดพลาด
- เพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง: จุดเชื่อมที่แข็งแรงของไวร์เมชช่วยให้การถ่ายแรงในโครงสร้างคอนกรีตเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การพัฒนาและการยอมรับในอุตสาหกรรม
นับตั้งแต่มีการคิดค้นขึ้น ตะแกรงไวร์เมชก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นวัสดุมาตรฐานในงานก่อสร้างทั่วโลก ทั้งในงานถนน, อาคารสูง, คอนโดมิเนียม, และบ้านจัดสรร เนื่องจากคุณสมบัติที่เหนือกว่าในแง่ของความรวดเร็ว ความสม่ำเสมอ และความแข็งแรง
ในประเทศไทยเอง ตะแกรงไวร์เมชก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 737-2549: ตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต เป็นเครื่องรับรองคุณภาพ ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้มีมาตรฐานทางวิศวกรรมที่เชื่อถือได้














