วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตตะแกรงไวร์เมช
ตะแกรงเหล็กไวร์เมช (Welded Wire Mesh) คือวัสดุเสริมคอนกรีตที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในงานก่อสร้างเป็นหลัก การผลิตไวร์เมชต้องอาศัยวัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความแข็งแรงและทนทานตามมาตรฐานที่กำหนด
วัตถุดิบหลัก: ลวดเหล็กกล้าดึงเย็น
วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตไวร์เมชคือ ลวดเหล็กกล้าดึงเย็น (Cold Drawn Steel Wire) ซึ่งเป็นเหล็กที่ผ่านกระบวนการรีดเย็นเพื่อลดขนาดและปรับปรุงคุณสมบัติทางกลให้มีความแข็งแรงและกำลังคลาก (Yield Strength) สูงขึ้นกว่าเหล็กเส้นที่ผลิตด้วยความร้อนทั่วไป
โดยลวดที่นำมาผลิตไวร์เมชสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งทั้งสองประเภทต่างก็มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รองรับ:
- ลวดเหล็กกล้าดึงเย็นเสริมคอนกรีต (มอก. 747-2564): เป็นลวดเหล็กที่มีผิวเรียบตลอดทั้งเส้น มักใช้สำหรับผลิตไวร์เมชในงานทั่วไปที่ไม่ต้องรับแรงหนักมากนัก
- ลวดเหล็กกล้าข้ออ้อยดึงเย็นเสริมคอนกรีต (มอก. 943-2533): เป็นลวดเหล็กที่มีลักษณะเป็นปล้องหรือครีบตลอดทั้งเส้น คุณสมบัติเด่นคือการยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีตได้ดีกว่าแบบผิวเรียบมาก ทำให้สามารถถ่ายแรงดึงจากคอนกรีตสู่เหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องรับแรงหนักและแรงเฉือนสูง
นอกจากนี้ ยังมีไวร์เมชบางประเภทที่ใช้ ลวดสแตนเลส (Stainless Steel Wire) หรือลวดที่ผ่านการเคลือบ สังกะสี (Galvanized Wire) เพื่อเพิ่มความต้านทานการเกิดสนิมและการกัดกร่อน ซึ่งเหมาะสำหรับงานที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือสารเคมี

กระบวนการผลิต
การนำวัตถุดิบมาผลิตเป็นไวร์เมชจะใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยและเป็นระบบอัตโนมัติ โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:
- การดึงลวด: ลวดเหล็กกล้าดึงเย็นแบบม้วนจะถูกป้อนเข้าสู่เครื่องจักรเพื่อทำการยืดและดึงให้ตรง
- การจัดวาง: ลวดจะถูกจัดวางให้เป็นแนวตั้งและแนวนอนซ้อนทับกันตามขนาดของช่องตา (mesh size) ที่ต้องการ
- การเชื่อม: ณ จุดที่ลวดทั้งสองเส้นตัดกัน เครื่องจักรจะใช้ การเชื่อมแบบต้านทานไฟฟ้า (Resistance Welding) เพื่อหลอมลวดทั้งสองให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแน่นหนา ทำให้ได้ตะแกรงที่เป็นแผ่นแข็งแรง
- การตัดและจัดเก็บ: ตะแกรงที่ได้จะถูกตัดเป็นแผ่นหรือม้วนตามขนาดมาตรฐานเพื่อรอการตรวจสอบคุณภาพและจัดส่งต่อไป
โดยสรุปแล้ว การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นลวดเหล็กกล้าดึงเย็นตามมาตรฐาน มอก. ทำให้ตะแกรงไวร์เมชมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าเหล็กเส้นทั่วไป ทั้งในด้านความแข็งแรงที่สูงกว่า ความสม่ำเสมอของขนาด และความสามารถในการยึดเกาะกับคอนกรีต ซึ่งทำให้เป็นวัสดุที่ตอบโจทย์งานเสริมคอนกรีตได้อย่างมีประสิทธิภาพ





