ตะแกรงไวร์เมชสำหรับถนนทางหลวง
ตะแกรงไวร์เมชสำหรับถนนทางหลวงในประเทศไทย
การก่อสร้างถนนทางหลวงในประเทศไทยต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดโดย กรมทางหลวง และ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) เพื่อให้ถนนมีความแข็งแรงทนทานและปลอดภัยต่อการใช้งานในระยะยาว ตะแกรงเหล็กไวร์เมช (Welded Wire Mesh) เป็นวัสดุเสริมคอนกรีตที่ถูกระบุไว้ในมาตรฐานเหล่านี้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของถนนคอนกรีต
มาตรฐานและข้อกำหนดของกรมทางหลวง
กรมทางหลวงมีมาตรฐานสำหรับงานถนนคอนกรีตที่ระบุให้ใช้เหล็กเสริมได้หลายรูปแบบ รวมถึงการใช้ตะแกรงไวร์เมช ซึ่งผู้รับจ้างสามารถเลือกใช้ไวร์เมชที่ได้มาตรฐาน มอก. 737-2549: ตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต แทนการใช้เหล็กเสริมตามตารางที่กำหนดไว้ได้
- ขนาดและชนิด: สำหรับถนนทางหลวงที่ต้องรับน้ำหนักมากและมีการสัญจรของรถบรรทุกหนักอย่างต่อเนื่อง มักจะมีการกำหนดให้ใช้ไวร์เมชที่มีขนาดลวดตั้งแต่ 9 มม. ขึ้นไป เพื่อให้สามารถรับแรงกดทับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การคำนวณพื้นที่หน้าตัด: มาตรฐานของกรมทางหลวงยังระบุถึงการคำนวณ พื้นที่หน้าตัดเหล็กเสริม (Steel Area) ที่เทียบเท่ากัน เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ไวร์เมชสามารถให้ความแข็งแรงได้ไม่น้อยกว่าการใช้เหล็กเสริมตามแบบที่กำหนด
- ระยะทาบ: การต่อตะแกรงไวร์เมชจะต้องมีระยะทาบที่ถูกต้องตามมาตรฐาน โดยระบุว่า “ระยะการต่อทาบจะต้องไม่น้อยกว่า 5 ซม.” ทั้งนี้ต้องพิจารณาพื้นที่หน้าตัดเหล็กเสริมที่ใช้ด้วย

ปัจจัยในการเลือกใช้ไวร์เมชสำหรับถนนทางหลวง
- การรับน้ำหนัก: ถนนทางหลวงเป็นเส้นทางหลักที่รองรับการจราจรหนาแน่นและมีรถบรรทุกสัญจรบ่อย การเลือกใช้ไวร์เมชขนาด 9 มม. หรือ 12 มม. จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการแตกร้าวจากแรงกดและแรงกระแทก
- ความทนทานต่อแรงเฉือน: การเชื่อมจุดตัดของไวร์เมชอย่างแน่นหนาช่วยให้ตะแกรงสามารถรับแรงเฉือนและแรงดึงที่เกิดขึ้นในแผ่นคอนกรีตได้ดีกว่าการผูกเหล็กเส้นธรรมดา ทำให้โครงสร้างถนนมีความคงทนในระยะยาว
- ความรวดเร็วในการก่อสร้าง: งานก่อสร้างถนนทางหลวงมักมีระยะเวลาที่จำกัด การใช้ไวร์เมชซึ่งเป็นแผ่นสำเร็จรูปช่วยให้การปูเหล็กเสริมทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่ามาก ทำให้สามารถเทคอนกรีตได้อย่างต่อเนื่องและทันเวลา
- มาตรฐาน มอก.: การเลือกใช้ไวร์เมชที่ผลิตตามมาตรฐาน มอก. เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุมีคุณภาพและตรงตามข้อกำหนดทางวิศวกรรมของกรมทางหลวง













